รู้ก่อนปลูกสับปะรดสี ปลูกยังไงให้งอกงาม มีสีสันสดใสตลอดทั้งปี

ดอกสับปะรดสี
สารบัญบทความ
สับปะรดสีวิธีปลูก การดูแล การเลี้ยง

คนไทยส่วนใหญ่มีความเชื่อกันว่าหากปลูกต้นไม้มงคลไว้ในบริเวณบ้าน จะช่วยทำให้คนที่อาศัยบ้านหลังนั้นเจริญรุ่งเรือง และเสริมโชคลาภ ซึ่ง สับปะรดสี ก็เป็นอีกหนึ่งต้นไม้มงคล ที่เหล่าคนรักต้นไม้หลาย ๆ คนนิยมปลูกไว้ที่บ้าน 

โดยพืชชนิดนี้ค่อนข้างมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์ ใบของมันจะมีสีสันที่สดใสสวยงาม สามารถเติบโตได้เรื่อย ๆ และที่สำคัญยังเลี้ยงง่ายอีกด้วย เพียงแค่มีแสงแดดอ่อน ๆ และดูแลรดน้ำก็สามารถอยู่ได้แล้ว 

นอกจากนี้ สับปะรดสียังมอบความสดชื่น และสบายตาให้กับผู้พบเห็น บางคนอยากเอาไปปลูกไว้ที่บ้านตัวเอง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ดังนั้น วันนี้เราจึงจะขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับต้นสับปะรดสีให้มากยิ่งขึ้น พร้อมแนะนำวิธีการปลูกและวิธีการเลี้ยงพืชชนิดนี้ยังไงให้รอด ซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น มาติดตามไปพร้อม ๆ กันเลย

 

สับปะรดสี วิธีดูแล การปลูก

สับปะรดสี คืออะไร?

สำหรับใครที่ชื่นชอบต้นไม้มงคลที่สามารถเป็นไม้ประดับได้ด้วย ต้องไม่พลาดกับพืชที่มีชื่อเรียกว่า “สับปะรดสี” หรือชื่อทางการเรียกว่า บรอมมีเลียด (BROMELIAD) เป็นพืชตระกูล NEOTROPICAL ซึ่งเป็นพืชที่เติบโตได้เฉพาะในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนเท่านั้น โดยทั่วไปคนไทยมักจะปลูกพืชชนิดนี้ไว้ในบริเวณบ้าน เพราะมีความเชื่อกันว่า สับปะรดสี ไม้มงคล จะช่วยส่งเสริมโชคลาภให้แก่ผู้อยู่อาศัยในบ้านหลังนั้น ทำให้คนในบ้านอยู่เย็นเป็นสุข 

ต้นสับปะรดสีมีกี่ชนิด? โดยทั่วไปพืชสายพันธุ์นี้มีทั้งหมด 165 ชนิดทั่วโลก และสายพันธุ์ลูกผสมอีกกว่า 1000 ชนิด ซึ่งเชื่อกันว่า สับปะรดสีเป็นพืชที่นิยมปลูกในอเมริกาใต้ไปจนถึงอเมริกากลางและแคริบเบียน

ประเทศที่มีจำนวนสายพันธุ์มากที่สุดคือบราซิล ซึ่งเราสามารถพบเห็นพืชชนิดนี้ได้หลากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะทะเลทรายที่ร้อนระอุและแห้งแล้ง ป่าดิบชื้นไปจนถึงบริเวณภูเขาที่มีอากาศเย็น แต่ก็ยังมีแสงแดดอยู่ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า สับปะรดสีสามารถเจริญเติบโตได้หลากหลายสถานการณ์

อย่างสายพันธุ์บนบก ก็มักจะเติบโตบนพื้นดิน (เหมือนพืชปกติทั่วไป) แต่อาจจะต้องอาศัยแสงแดดในการเจริญเติบโต บางชนิดเติบโตบนโขดหินที่แข็งแล้วใช้รากชอนไชไปตามรอยแตกหรือรอยแยกบนหิน เพื่อหาแหล่งความชื้นหรือแหล่งสารอาหารอินทรีย์ หรือบางชนิดอาจเติบโตบนหน้าผาสูงชัน นอกจากนี้ สับปะรดสียังเป็นพืชจำพวกอิงอาศัยโดยส่วนใหญ่จะขึ้นบนต้นไม้พุ่ม หรือต้นกระบองเพชร แต่บางครั้งอาจพบเห็นได้ตามเสาโทรศัพท์หรือแม้แต่บนสายโทรศัพท์ 

การจัดสวนสับปะรดสี
ด้วยสีสันที่หวานฉ่ำ สับปะรดสีถือเป็นอีกหนึ่งพันธุ์พืชที่นิยมนำมาจัดสวน

สับปะรดสี เป็นพืชที่มีความสามารถในการรับสารอาหารและความชื้นจากชั้นบรรยากาศจนได้รับสมญานามว่า “พืชอากาศ” แต่ความพิเศษของมันยังไม่หมดเพียงเท่านี้ สับปะรดสีเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีหลายชนิดเช่นเดียวกับพืชตระกูลหญ้า มีรูปแบบการสังเคราะห์ด้วยแสงที่ใช้เปลี่ยนแปลงวิถีทางชีวเคมี ทำให้พวกมันสามารถลำเลียงน้ำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลักษณะของ สับปะรดสี

โดยทั่วไป สับปะรดสีจะมีลักษณะคล้ายกับพืชตระกูลหญ้า แต่เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีสีสันฉูดฉาด สับปะรดสีลักษณะ เด่นจะอยู่ที่สีสันที่หลากหลายและพื้นผิวใบที่สวยงาม พืชชนิดนี้อาจดูเหมือนเลี้ยงยาก แต่ความจริงแล้วมันเป็นพืชที่ปรับตัวได้ดีโดยการอิงอาศัยต้นไม้ชนิดอื่น ๆ และสามารถเติบโตได้ในดิน

ดอกของสับปะรดสี
ดอกของสับปะรดสี

ส่วนดอกของ สับปะรดสี จะมีลักษณะเป็นช่อดอกยาว ค่อนข้างสูง กลีบของดอกจะมีสีสันฉูดฉาดดูสวยงามตระการตา แต่ดอกจะบานเพียงครั้งเดียวในช่วงอายุขัยภายใต้สภาวะที่เหมาะสมเท่านั้น ว่ากันว่าดอกจะบานอยู่ได้นานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ซึ่งหลังจากดอกบาน พืชชนิดนี้จะสร้างลูกหรือหน่ออ่อนขึ้นมาใหม่ 

ส่วนใบนั้นจะมีสีสันสวยงามและมีหลากหลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเขียว สีม่วง สีส้ม และสีเหลือง บางใบมีแถบ ลายจุด และลักษณะอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย สำหรับผู้เริ่มต้นที่อยากจะลองปลูกสับปะรดสี เราขอแนะนำให้เลือกปลูกสายพันธุ์ GUZMANIA, NEOREGELIA และ VRIESEA เพราะเป็นสายพันธุ์ที่หาปลูกง่าย แถมยังมีขั้นตอนการเลี้ยงที่ไม่ได้ยุ่งยากอีกด้วย

guzmania bromeliad
guzmania bromeliad

แหล่งกำเนิดของ สับปะรดสี

ในประวัติศาสตร์ได้มีการบันทึกไว้ว่า สับปะรดสี (BROMELIADS) ถือกำเนิดเมื่อประมาณ 500 ปีก่อน โดยคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส หรือบุคคลผู้ค้นพบทวีปอเมริกา เมื่อครั้งที่เขาออกเดินทางในปี 1493 ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เขาได้พบกับชาวอินเดียนแดง CARIB ในเวสต์อินดีส ที่กำลังปลูกพืชชนิดนี้ และด้วยความที่มันมีลักษณะที่โดดเด่นสีสันสดใส เขาจึงนำเอาสับปะรดสีกลับไปยังสเปนด้วย ต่อมาในอีก 50 ปี พืชชนิดนี้ก็กลายเป็นผลไม้เมืองร้อนที่นิยมปลูกอย่างแพร่หลายในพื้นเขตร้อน 

ดอกสับปะรดสี

ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาต้องยอมรับเลยว่า สับปะรดสี ถูกนำมาปลูกเป็นไม้ประดับอย่างแพร่หลาย ซึ่งแต่เดิมมักจะปลูกเฉพาะในสวนพฤกษศาสตร์ของราชวงศ์หรือเรือนกระจกส่วนตัวของเศรษฐีชาวยุโรปเท่านั้น แต่ด้วยความสวยงามและแปลกตา จึงทำให้สับปะรดสีได้แพร่กระจายความนิยมไปยังกลุ่มคนทั่วไปด้วย

เลี้ยงสับปะรดสี ยังไงให้อยู่รอดตลอดทั้งปี

อย่างที่หลายคนทราบกันดี สับปะรดสีเป็นพืชที่เติบโตในภูมิอากาศแบบเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ดังนั้น วิธีเลี้ยงสับปะรดสี จึงมีความเกี่ยวข้องสภาพอากาศของสถานที่เพาะปลูกด้วย

โดยพืชชนิดนี้มักจะปลูกเป็นไม้ประดับบริเวณที่แสงแดดส่องถึง เนื่องจากดอกของสับปะรดสีไม่สามารถอยู่รอดได้ในสภาวะที่หนาวเย็น หากคุณปลูกสับปะรดสีเป็นไม้ประดับในบ้าน คุณสามารถย้ายพวกมันไปไว้กลางแจ้งเพื่อรับน้ำฝนและความชื้นตามธรรมชาติในช่วงฤดูร้อนได้

สับปะรดสีที่เกิดตามธรรมชาติ
สับปะรดสีที่เกิดตามแนวไม้ในธรรมชาติ

โดยทั่วไปสับปะรดสีจะอยู่รอดได้นานหลายเดือนหรือหลายปีภายใต้สภาวะที่เหมาะสม ดังนั้นเพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ คุณควรำให้สับปะรดสีได้รับแสง อุณหภูมิ และความชื้นที่เพียงพอ และที่สำคัญควรหมั่นดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ย และปลูกใส่กระถางที่เหมาะสม 

  • แสงสว่าง พืชสับปะรดสีควรได้รับแสงแดดประมาณ 12 ถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน เพราะโดยทั่วไปพืชสปีชีส์นี้ต้องการแสงในการเจริญเติบโตถึง 2,000-4,000 ฟุตแคนเดิล ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีข้อกำหนดแตกต่างกันไป แต่กฎทั่วไปคือควรให้พืชได้รับแสงมากที่สุดเท่าที่จะทนได้ โดยไม่ไหม้หรือฟอกขาว นอกจากนี้ สับปะรดสียังสามารถปลูกใต้แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ได้ แต่ควรแขวนหลอดไฟไว้เหนือยอดต้นไม้ประมาณ 8 นิ้ว
  • อุณหภูมิ พืชสับปะรดสีส่วนใหญ่จะทนต่ออุณหภูมิได้หลากหลาย โดยพืชชนิดนี้สามารถอยู่ได้ในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมคือช่วงกลางวัน 70-90ºF และกลางคืน 50-65ºF ซึ่งสามารถอยู่ได้เกือบตลอดทั้งปี แต่สิ่งสำคัญคืออุณหภูมิต้องผันผวนอย่างน้อย 10 องศาทุกวัน เนื่องจากสับปะรดสี ส่วนใหญ่มีการสังเคราะห์แสงแบบพิเศษซึ่งต้องการความผันแปรของอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนอย่างมาก การไหลเวียนของอากาศที่ดีก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการถูกแดดเผาได้ เมื่ออากาศแห้งมาก การเคลื่อนตัวของอากาศที่รุนแรงอาจทำให้ปลายใบแห้งและตายได้
  • ความชื้น พืชสับปะรดสีชอบความชื้นสัมพัทธ์ที่ 50% ถึง 75% และต้องการระดับที่สูงขึ้น แต่เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ความชื้นก็จะสูงเกินไปและจะขัดขวางการก่อตัวของเกล็ดใบ 
  • น้ำ ถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยน้ำประปาส่วนใหญ่เหมาะสำหรับการปลูกสับปะรดสี แต่ควรหลีกเลี่ยงน้ำที่เป็นด่างหรือเค็ม เพราะมีโซเดียม(เกลือ)จำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้สีสันของใบไม่สวย ทางที่ดีควรใช้น้ำที่มีความเป็นกรด (PH 4.0-7.0) หรือหากคุณมีปัญหาเรื่องน้ำ ให้ใช้น้ำน้ำฝนแทน เพราะน้ำที่บริสุทธิ์มากจะช่วยทำให้พืชดึงดูดสารอาหารได้ดี
  • ปุ๋ย ควรให้ปุ๋ย สับปะรดสี เป็นประจำทุกเดือน ด้วยปุ๋ยที่ละลายน้ำได้และเป็นกรดโดยเจือจางความเข้มข้น 1/4 ถึง 1/8 อย่างไรก็ตาม การใส่ปุ๋ยมากเกินไปจะส่งผลให้สีของใบผิดเพี้ยนและยังทำให้ดอกมีรูปทรงที่ไม่สวยอีกด้วย
  • กระถาง สับปะรดสีส่วนใหญ่มีระบบรากที่เล็ก ดังนั้นควรใช้กระถางที่มีขนาดเล็กกว่าพืชชนิดอื่น ๆ ที่มีขนาดเท่ากัน นอกจากนี้สับปะรดสีหลายชนิดยังสามารถเติบโตบนวัสดุที่ไม่เป็นพิษอื่น ๆ แทนการอยู่ในกระถางได้ และบางชนิดได้รับประโยชน์จากชั้นของตะไคร่น้ำในสภาพอากาศแห้งด้วย

โดยปกติ สับปะรดสีจะเป็นพืชที่ค่อนข้างโตช้าซึ่งใช้เวลา 1-3 ปีในการเติบโตเป็นไม้ดอก และบางต้นอาจขนาดใหญ่ถึง 18 นิ้ว ส่วนใหญ่เป็นพืชที่ต้องการให้แสงแดดส่องถึง แต่ต้องปลูกในพื้นที่ที่เป็นร่มเงา หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้ใบไหม้เกรียมได้

วิธีการขยายพันธุ์ของสับปะรดสี

สับปะรดสี เป็นพืชที่มีระบบการขยายพันธ์ที่ค่อนข้างแตกต่างจากพืชที่มีดอกทั่วไป เพราะหลังจากที่ดอกบานและร่วงโรย ต้นพืชก็จะเริ่มแห้งเหี่ยวและตายไปในที่สุด อย่างไรก็ตามถึงแม้ต้นแม่จะตายไป แต่ก็ยังเหลือต้นลูกเล็กที่จะเจริญเติบโตต่อไป

หน่อของสับปะรดสี
หน่อของสับปะรดสีสามารถที่จะตัดแยกออกมาขยายพันธุ์ได้ ซึ่งใช้วิธีตัดออกโดยให้เผื่อเหลือก้านของหน่อติดมาด้วยแล้วนำมาปักชำลงในกระถาง

สำหรับ การขยายพันธุ์สับปะรดสี เมื่อต้นลูกเหล่านั้นมีขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของต้นแม่ เราสามารถตัดกิ่งของมันออกมาด้วยมีดที่คมและสะอาดปลอดเชื้อ จากนั้นก็นำกิ่งที่ตัดออกมาแยกไปเสียบลงในกระถางดินที่มีความเหมาะสม ซึ่งเราเรียกวิธีการขยายพันธ์นี้ว่า การปักชำ

โดยให้คุณสังเกตที่รากหากมีการออกรากประมาณสองสามรากแสดงว่าการขยายพันธ์สำเร็จ แต่ถ้าหากรากไม่ขึ้นให้ลองเปลี่ยนกระถางปลูกใหม่ เพราะกระถางที่ใช้อยู่อาจจะกักเก็บความชื้นได้ไม่ดีพอ นอกจากนี้อย่าลืมวางกระถางปลูกต้นสับปะรดสี ไว้ในบริเวณร่มและมีความชื้นมากพอหรือจนกว่ารากใหม่จะเริ่มเติบโต

อ่านบทความอื่นๆ > ทำความรู้จักกับ ซาราซีเนีย เสน่ห์แห่งพืชกินแมลงจากต่างแดน

RECENT POSTS